OPPO F11 Pro ออปโป เอฟ11 โปร หน้าจอไร้ขอบสมบูรณ์แบบ กล้องคู่ความละเอียดสูง 48MP F1.79 + 5MP F2.4, กล้องหน้า Pop-Up ความละเอียด 16MP F2.0, มาพร้อมโหมดถ่ายภาพกลางคืน Ultra Night Mode และโหมดเร่งสี Color Mapping พร้อมระบบ AI ซึ่งสามารถจำแนกได้ถึง 23 รูปแบบ

ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยไปเรียบร้อยสำหรับ OPPO F11 Pro สมาร์ทโฟนกล้องคู่ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รุ่นแรกในซีรีย์ F ของ ออปโป้ รวมทั้งยังเป็นรุ่นแรกที่ออปโป้เลือกเปลี่ยนผ่านนิยามจาก “Selfie Expert” มาสู่ “Brilliant Portrait” เพื่อให้เห็นอีกมุมมองหรืออีกด้านหนี่งของสมาร์ทโฟนออปโป้ ที่ไม่ได้มีดีแค่การถ่ายเซลฟี่สวยด้วยกล้องหน้าแค่อย่างเดียว แต่ยังมีหลายสิ่ง โดยเฉพาะกล้องหลังที่เด็ดไม่แพ้กล้องหน้าด้วยเช่นกัน แถมยังมาพร้อมนิยามใหม่ “ถ่าย Portrait สวย แม้แสงน้อย” (อ่านบทความเพิ่มเติม : OPPO F11 Pro กับกล้องคู่ 48 ล้านพิกเซล ส่วนผสมที่ลงตัวของกล้องสมาร์ทโฟนยุคใหม่) ซึ่งน่าจะตอบคำถามเรื่องจุดเด่นของรุ่นนี้ได้เป็นอย่างเดียว

และนอกจากเรื่องของกล้องหลังที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ออปโป้ยังมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายฟีเจอร์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานดีไซน์ตัวเครื่อง, ลูกเล่นฟีเจอร์ใหม่ๆ รวมถึงมีการใส่ Color OS 6.0 ที่เป็นซอฟต์แวร์ OS เวอร์ชั่นใหม่ของตัวเองเข้ามาด้วย เพื่อให้ OPPO F11 Pro ออกมาเป็นซีรีย์ F ที่สมบูรณ์แบบมายิ่งขึ้นจากรุ่นก่อน ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมจะเป็นอย่างไร ความน่าซื้อของรุ่นนี้อยู่ตรงไหน ราคาจะว้าวหรือไม่ ตามไปหาคำตอบผ่านบทความรีวิวนี้กันครับ

ดีไซน์ (Design)
OPPO F11 Pro มาพร้อมการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปท์ “Trands to Arts” กับการเปลี่ยนผ่านเทรนด์มาสู่ศิลปะการออกแบบตัวเครื่อง ที่นำ Aesthetics ID หรือแนวทางการออกแบบระหว่างการไล่เฉดสี กับการออกแบบหน้าจอไร้ขอบ Panoramic screen ที่เราคุ้นตาจากรุ่นพี่ซีรีย์ R และ Find X มาแล้ว และเป็นเอกลักษณ์ของออปโป้มาผสมผสานเข้าด้วยกันจนนำมาสู่สีสันตัวเครื่องแบบใหม่บน F11 Pro

ด้านหน้าตัวเครื่อง มาพร้อมหน้าจอ Panoramic screen ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นหน้าจอแสดงผลที่เต็มจอ ไม่มีรอยบากหรือกล้องหน้ามาบนบังอยู่บนจอ มีค่า Screen Ratio ที่ 90.9% และ ค่า Contrast Ratio อยู่ที่ 1500 : 1 บริเวณขอบจอด้านบนมีการวางลำโพงเสียงไว้ด้วย

ด้านบนของตัวเครื่อง มีกล้องหน้าแบบเลื่อนขึ้นได้ ซึ่งทางออปโป้ให้ชื่อว่า “Rising Camera” ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และไมค์ตัดเสียงรบกวน

ด้านล่างของตัวเครื่อง มีไมค์สนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อ MicroUSB, ลำโพงเสียงของเครื่อง และรูเสียบชุดหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร

ด้านซ้ายของตัวเครื่อง มีปุ่มกดปรับระดับเสียงเพิ่ม-ลด (Volume) ซึ่งตำแหน่งจะถูกเลื่อนลงต่ำกว่าสมาร์ทโฟนปกติทั่วไป อาจจะไม่คุ้นชินเท่าไรช่วงใช้งานแรกๆ

ด้านขวาของตัวเครื่อง มีปุ่มกดเปิด-ปิดเครื่อง (Power) ซึ่งมีการเล่นกริมมิกด้วยการทำแถบสีมาแต้มไว้ เพื่อให้เด่นและเป็นแนวเดียวกับตัวเครื่อง และช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด

ด้านหลังของตัวเครื่อง มีกล้องคู่ความละเอียดสูง 48+5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED และแป้นสัมผัสสำหรับสแกนลายนิ้วมือ ส่วนด้านล่างมีโลโก้ OPPO ที่มีการปรับดีไซน์ให้ดูพรีเมี่ยมมากขึ้น

Color OS 6.0 Base on Android OS 9.0
OPPO F11 Pro รันบน Color OS 6.0 Base on Android OS 9.0 ซึ่งเป็น Color OS เวอร์ชั่นใหม่ ที่ทางออปโป้ทำการปรับเปลี่ยนแนวทางการออกแบบในส่วนของหน้าตา UI ใหม่ โดยใช้สีขาวเป็นตัวหลักในการออกแบบ รวมทั้งมีการใส่ Hํyper boost ระบบจัดการทรัพยากรบนเครื่องตัวใหม่ ที่ตัวระบบจะทำการจัดระเบียบการใช้งานทรัพยากรของแต่ละแอปพลิเคชั่นตามความต้องการที่จำเป็นในแต่ละช่วงเวลาให้เหมาะสมต่อการใช้งานของเจ้าของ เพื่อดึงประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ออกมาให้มากที่สุด ณ ขณะที่ใช้งาน

Home Screen
หน้าโฮมของ ColorOS 6.0 มีการปรับรูปทรงของไอคอนแอปพลิเคชั่น รวมถึงเฉดสีใหม่จากเวอร์ชั่นก่อนพอสมควร ทำให้ดูวัยรุ่นมากขึ้น เรียบง่าย ด้วยการลดเมนูการใช้งานที่ไม่จำเป็นออกไป

จากหน้าหลัก เมื่อปัดไปด้านซ้ายสุดก็จะพบหน้าผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่จะแสดงไทม์ไลน์งานต่างๆ ที่เราตั้งค่าแจ้งเตือนไว้ รวมถึงมีการดึงข้อมูลพวกพยากรณ์อากาศ การเดินทาง พิกัดร้านค้าต่างๆ มาแสดงด้วย

แถบแจ้งเตือนเองก็เป็นอีกจุดที่มีการปรับเปลี่ยนหน้าตาให้ดูเคลีย ดูง่ายขึ้น มีการนำฟีเจอร์ที่ใช้งานบ่อยๆ ขึ้นมาแสดงให้ รวมทั้งเรายังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการเองเหมือนเดิมด้วย

ฟีเจอร์/ลูกเล่นที่น่าสนใจ
เมนูลัด : จากหน้าโฮมหรือหน้าจอหลัก เราสามารถปัดเรียกแถบเมนูลัดออกมาจากขอบหน้าจอด้านขวา เพื่อเรียกใช้งานฟีเจอร์พื้นฐานอย่าง จับภาพหน้าจอ, บันทึกภาพหน้าจอ หรือเข้ากล้องถ่ายรูปได้ทันที ซึ่งก็ทำให้เรียกใช้งานได้ง่ายและสะดวกเหมือนกัน

โคลนแอปฯ : เป็นอีกหนึ่งความสามารถที่หลายๆ คนชอบกับการโคลนหรือสร้างแอปพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Line ขึ้นมาใช้งานพร้อมกันแบบรีลไทม์ได้สองบัญชี ซึ่งความสามารถนี้บน ColorOS 6.0 ก็ยังสามารถใช้งานได้เหมือนเดิม ไม่ต้องกังวลว่าจะหายไปไหน

Multi-app (การแบ่งหน้าจอแอป): เป็นการใช้งานแอปพลิเคชั่นพร้อมกันสองแอปฯ บนหน้าจอเดียวกัน ทำให้สามารถดูยูทูปไปพร้อมกับเล่นเฟสก็ได้ ซึ่งแน่นอนก็ยังคงใช้งานได้เหมือนเดิม รวมทั้งยังเรียกใช้งานเหมือนเดิมด้วยเช่นกัน กับการใช้ 3 นิ้ว ลากขึ้นด้านบน ก็จะเข้าสู่หน้าจอแบ่งแอปพลิเคชั่นทันที

Comments are closed.